บำรุงผมให้สวย ลดอาการผมร่วงโดยวิธีธรรมชาติด้วยแอปเปิลไซเดอร์

ผมสวยโดยวิธีธรรมชาติ ด้วยแอปเปิลไซเดอร์
ภาพเป็นผลงานของผู้เขียน เคยเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก Yuy Anatta 

เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 40 ++ และแถมยังอาศัยอยู่ต่างประเทศอีกด้วย ปัญหาผมร่วงก็เริ่มมาทักทาย

ไอ้เรื่องที่ว่า พอถึงวัย 40 ++ แล้วก็จะต้องเจอกับปัญหาผมร่วง นี่คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักเท่าไหร่ ก็ในเมื่อวัยมันใช่ (แม้หน้าตาจะยังไม่ได้ก็ตาม คริ ๆ) แต่ก็คงจะงง ๆ กันใช่ไหมว่า แล้วเรื่องอาศัยอยู่ต่างประเทศนี่มันมาเชื่อมโยงกันได้ยังไง ผมของคนที่อยู่เมืองไทยเขาไม่ร่วงกันเหรอ ? ร่วงเฉพาะผมของคนที่อยู่เมืองนอกรึไง ? ความจริง เรื่องผมร่วงเนี่ย เป็นปัญหาของคนทั่วโลกนั่นแหละ คุณผู้อ่านบางคนอาจจะกำลังพยักหน้าตาม ใช่ไหมคะ


แต่เรื่องนี้ก็มีคำอธิบายได้ว่า ฉันอยู่ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีภูมิอากาศเอนเอียงไปทางหนาวเย็น และพอหนาวทีไร ฉันก็เลยชอบและติดการอาบน้ำอุ่นเป็นชีวิตจิตใจเลยค่ะ ชนิดที่เรียกว่า ยิ่งหนาวเท่าไหร่ อุณหภูมิของน้ำก็ยิ่งถูกปรับให้สูงขึ้นเท่านั้น ทั้งการอาบน้ำและสระผม ถ้าเป็นหมู หนังของมันก็คงจะขาวสะอาด ขนหลุดออกไปจนหมดเกลี้ยง แล้วผมของคนอย่างเรา ๆ จะเหลือเหรอคะ ฉันไม่ได้เอ๊ะใจมาก่อนเลยว่า การใช้น้ำร้อน ๆ อาบน้ำสระผม นอกจากจะมีผลทำให้ผิวแห้งกร้านแล้ว ยังมีส่วนทำให้ผมที่อยู่ในวัยร่วงอยู่แล้ว ยิ่งเร่งความเร็วให้ร่วงหนักมากไปกว่าเดิมอีก


ไม่ได้การละ ฉันจะต้องหาทางแก้ไขซะก่อน ก่อนที่ผมจะร่วงหมดหัวจนคนเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ชี แม้ฉันจะชอบไปวัด แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นกับที่คิดจะบวชนะคะ ยังมีภาระอย่างอื่นที่ต้องดูแล ฉันก็เลยยังต้องดูแลความสวยงามภายนอกของตัวเอง ควบคู่ไปกับการดูแลความสวยงามภายในจิตใจอยู่ค่ะ ฉันเลยเริ่มเปิดตำรา เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการลดปัญหาผมร่วง แล้วก็มาสะดุดกับวิธีหนึ่ง ซึ่งง่ายมาก ๆ เลยค่ะ แถมยังมีการยืนยันทั้งในเมืองไทยและเมืองนอกอีกด้วยว่า เป็นวิธีที่ได้ผลดีมาก ๆ วิธีการนั้นก็คือ การใช้ แอปเปิลไซเดอร์ บำรุงผมค่ะ


bee vital Apple Cider Vinegar


ทีนี้ เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า Apple Cider Vinegar (ACV) หรือ น้ำส้มสายชู แอปเปิลไซเดอร์ คืออะไรนะคะ


น้ำส้มสายชู แอปเปิลไซเดอร์ คือน้ำส้มสายชูที่ได้จากการหมักแอปเปิล นำแอปเปิลสด ๆ มาบด แล้วหมักโดยไม่ผ่านความร้อน ใช้เวลาหมักนานหลายสัปดาห์หรือยาวนานถึงหลายเดือน ได้ออกมาเป็นน้ำส้มสายชูที่มีคุณสมบัติความเป็นกรดสูง รสเปรี้ยวจัด และมีสีเหลืองคล้ายสีของน้ำชา มีรายงานจากนักวิจัยยืนยันถึงประโยชน์ของเอนไซม์ที่อยู่ในแอปเปิลไซเดอร์ว่ามีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ช่วยลดน้ำหนัก เผาผลาญไขมัน ช่วยชะลอความแก่ ดีท็อกซ์ ขับของเสีย ช่วยย่อยอาหาร และยังช่วยบรรเทาโรคเบาหวานได้อีกด้วย


น้ำส้มสายชูหมัก แอปเปิลไซเดอร์


ส่วนตัวฉันเองก็ไม่สามารถที่จะยืนยันคุณสมบัติของแอปเปิลไซเดอร์ที่ว่ามาแล้วทั้งหมดได้นะคะ เพราะฉันไม่ใช่หมอหรือนักวิจัยที่ไหน คงเพียงแต่จะพอยืนยันคุณสมบัติอีกประการของแอปเปิลไซเดอร์ได้ก็คือ มันช่วยลดปัญหาผมร่วงได้ค่ะ เพราะอันนี้ฉันได้เคยลองใช้เอง เห็นผลเอง จึงนักเลงพอที่จะมาเล่าให้ทุกคนฟังกันค่ะ


พอได้อ่านข้อมูลพบว่าแอปเปิลไซเดอร์สามารถช่วยลดปัญหาเรื่องผมร่วงได้ ฉันก็ไม่รีรอ รีบทดลองทันที ก็เพราะมีของอยู่แล้วในครัวนี่เองค่ะ ปกติฉันจะใช้แอปเปิลไซเดอร์เพื่อใส่สลัดผักสด ถ้าจะแบ่งมาลองใส่ผมดูบ้างก็คงไม่เป็นไรมั้ง


สำหรับวิธีการนั้นง่าย และมีหลายทางให้เลือก 


1. สำหรับคนที่มีเวลาเยอะหน่อย อาจใช้แอปเปิลไซเดอร์ผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 : 1 ใส่กระบอกฉีดน้ำ ฉีดให้ทั่วเส้นผม และหมักทิ้งไว้ประมาณครึ่ง ช.ม. หรือ 45 นาที แล้วแต่เวลาจะอำนวย หลังจากนั้นค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด


2. สำหรับใครที่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก หลังจากอาบน้ำสระผมตามปกติเรียบร้อยแล้ว ให้หยดแอปเปิลไซเดอร์ลงบนเส้นผมให้ทั่ว ใช้มือนวดหนังศรีษะเบา ๆ ทั้งไว้ประมาณ 3 - 5 นาที แล้วล้างออก


3. หรือใครที่ฮาร์ดคอร์หน่อย เมื่อสระผมเสร็จ ใส่แอปเปิลไซเดอร์ลงบนเส้นผมให้ทั่ว นวดหนังศรีษะเบา ๆ แต่ไม่ต้องล้างออก ปล่อยทิ้งไว้สักพัก หลังจากนั้นเช็ดผมให้แห้ง หรือจะปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติก็แล้วแต่ เอาที่สบายใจนะคะ แต่วิธีนี้ที่บอกว่าฮาร์ดคอร์หน่อย เพราะกลิ่นของแอปเปิลไซเดอร์จะติดผมอย่างแรง แต่ก็ไม่นานนักหรอก สักพัก กลิ่นก็จะค่อย ๆ จางหายไปเองค่ะ


สำหรับทั้ง 3 วิธี ไม่มีการระบุว่าวิธีไหนดีกว่าวิธีไหน ต่างให้ผลในการบำรุงเส้นผมได้ไม่ต่างกัน แต่ตอนที่ทำอาจจะหิว ๆ หน่อย เพราะรู้สึกเหมือนมีอาหารอยู่บนหัว สำหรับใครที่ทดลองครั้งแรกอาจจะยี้กับกลิ่นได้ เพราะมันก็คือกลิ่นน้ำส้มสายชูนั่นเอง แต่ใช้ไปสักพักก็จะชินไปเอง


ใช้น้ำส้มสายชู แอปเปิลไซเดอร์ หมักผม


หลังจากที่ทดลองใช้แอปเปิลไซเดอร์หมักผมในครั้งแรก ฉันก็รู้สึกได้ทันทีเลยค่ะว่า ผมนุ่มขึ้น มีน้ำหนัก หวีง่าย ดูเป็นเงางามขึ้นทันที และที่สำคัญ มีความรู้สึกว่าหนังศรีษะสะอ๊าดสะอาด น่ากิน เอ๊ย ! น่าดมค่ะ หลังจากที่กลิ่นจางไปแล้ว เส้นผมจะไม่มีกลิ่น หรือ อาจเรียกว่ามีกลิ่นสะอาดอ่อน ๆ ก็ได้ค่ะ หลังจากนั้นฉันก็เริ่มใช้แอปเปิลไซเดอร์ต่อเนื่องประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และเมื่อใช้ไปสักระยะหนึ่ง ก็สังเกตเห็นได้ว่า อาการผมร่วงกลับดีขึ้นมาก จากเดิมที่ผมร่วงจนเหมือนมีใครเอาวิกผมไปวางกองไว้ที่พื้น ตอนนี้ก็ยังคงมีผมร่วงบ้างประปราย แต่ฉันคิดว่าอยู่ในระดับปกติที่จะต้องมีผมร่วงกันบ้างค่ะ


แอปเปิลไซเดอร์ที่ฉันใช้อยู่นี้ ฉันเลือกยี่ห้อ bee vita ค่ะ ด้วยเหตุผลที่ว่า มีอยู่แล้วในครัว ไม่ต้องไปหาซื้อใหม่ แค่แบ่งจากใส่สลัดมาใส่ผมบ้าง แต่เหตุผลในตอนแรกที่เลือก bee vita มาใช้ใส่สลัด ก็เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ไม่ผสมสารเคมีใด ๆ ตัวน้ำส้มทำการหมักที่นิวซีแลนด์ และส่งไปบรรจุขวดในออสเตรเลีย และได้รับเครื่องหมายรับรองมาตราฐานออร์แกนิกของออสเตรเลียด้วย ทำให้มั่นใจที่จะกิน เลยยิ่งมั่นใจที่จะนำมาใช้ใส่บำรุงผมค่ะ ขวดนี้ขนาด 500 ml ราคาเพียงแค่ 5.5 ดอลล่าร์ ใช้กันจนลืมไปเลยทีเดียวค่ะ


สำหรับการหาซื้อแอปเปิลไซเดอร์ ที่ออสเตรเลียสามารถหาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป อยู่ตรงแผนกซอสปรุงรส วางคู่กับน้ำส้มสายชูธรรมดานั่นแหละ ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ ข้างบ้านฉันนี่มีให้เลือก 2 - 3 ยี่ห้อ ถ้าเป็นซุปเปอร์ ฯ ที่ใหญ่กว่านี้คงมีตัวเลือกมากขึ้น สำหรับที่เมืองไทยฉันแนะนำว่าไปหาทางออนไลน์ค่ะ เห็นมีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อเลย


bee vital Organic Apple Cider Vinegar


ใครที่สนใจวิธีบำรุงผมด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติน้ำส้มสายชู แอปเปิลไซเดอร์นี้ละก็ รีบจัดเลยค่ะ ไม่ต้องรอให้ถึงวัยผมร่วงก็ได้ เพราะมันสามารถช่วยบำรุงเส้นผมให้ดูดี จัดทรงง่ายแบบเป็นธรรมชาติ สะบัดทีไรก็มั่นใจ แถมยังเป็นวิธีการที่ง่ายและประหยัดเอามาก ๆ อีกด้วยค่ะ


สำหรับเมืองไทยฉันแนะนำ Apple Cider ยี่ห้อนี้ เป็นออร์แกนิกด้วยค่ะ ดูสินค้า Apple Cider กดที่นี่


และถ้าอยากเห็นว่าผมของฉันยาวสลวยแค่ไหน ลองดูที่คลิปนี้ได้นะคะ มีเทคนิคการตัดผมเองในช่วงล็อกดาวน์มาแถมด้วยค่ะ



สำหรับวันนี้ฉันขอไปสะบัดต่อไม่รอแล้วนะคะ รีบ ๆ สะบัดตามกันมาค่ะ ขอบคุณที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะคะ คราวหน้าฉันจะมีเรื่องอะไรมาเล่าสู่กันฟังอีก ติดตามวันนั้นเจอนี่ช่างเล่าได้ในหลาย ๆ ช่องทางเลยค่ะ

ภาพประกอบเป็นผลงานของผู้เขียน

Writer



เรียนและรักษ์ภาษาไทย ชอบออกไปดู ไปดม ไปชมโลกด้วยความหลงใหลแล้วนำกลับมาเล่า


เจ้าของผลงาน E-Book 


เที่ยวเมลเบิร์นด้วยตัวเองไปกับรถรางสาย 35

  

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ที่  

          

           

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น