ผจญภัยในโฮจิมินท์ เกือบจะไม่รอด

เรื่องยาว ๆ มันมีอยู่ว่า 

เราไปเที่ยวเวียดนามกัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก 


ผจญภัยในโฮจิมินท์


เริ่มเรื่องกันตั้งแต่ลงเครื่องที่สนามบินไซง่อน (Tan Son Nhat Airport)


เราไปแลกเงินที่สนามบินด้วยวงเงินมหาศาล ว่ากันเป็นแสนเป็นล้าน (ดอง) นับกันหน้ามืดจนฉันงงค่ะ


เงินดองเวียดนาม

พอออกจากสนามบิน ด่านแรกที่เจอคือ โดนลากไปขึ้นแท็กซี่ ซึ่งไม่ใช่แท็กซี่มิเตอร์ เค้าอาจจะเป็นคนดี แต่ก็กลัวเลยไม่ไปด้วย ไหวตัวพากันเดินหนีจากป้ายดำ เดินไปหารถตรงที่ดูเหมือนเป็นคิวรถแท็กซี่ของสนามบิน พอขึ้นรถคนขับเปิดมิเตอร์ อืมม์..เรื่องน่าจะจบ แต่ไม่ใช่ มันเพิ่งเริ่มต่างหาก โฮ่ะ ๆ ๆ


ตอนออกจากสนามบินจะมีด่านเก็บเงินค่าใช้สนามบิน ซึ่งรถแท็กซี่สร้างกฎว่าผู้โดยสารต้องจ่าย ซึ่งเราก็ยินดี เราถามว่าเท่าไหร่ โชเฟอร์บอกว่า 1 หมื่น 9 พันดอง ฉันก็ส่งธนบัตรราคา 2 หมื่นให้ โชเฟอร์กลับบอกว่า ไม่ใช่ ๆ เอาละค่ะ งงใช่ไหมคะ เราก็เปิดกระเป๋าเงิน พยายามดูว่า จะมีธนบัตรที่มีเงินพอดี 1 หมื่น 9 พันไหม คุณโชเฟอร์ก็เร่ง ๆ พลางพูดว่า ไม่ใช่ ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วจังหวะนั้น เขาก็บอกว่า มานี่ดูจะให้เอง แล้วก็ยื่นมือเข้าไปในกระเป๋าคาดเอวของคุณสามีด้วยความรวดเร็ว เขาคว้าได้ธนบัตรราคา 5 แสนติดมือออกไปด้วยความรวดเร็วปานมือฉกอาชีพ โชคดีที่ฉันไหวตัวทัน เลยคว้าคืนมาได้เพราะคุณโชเฟอร์ไม่ได้ระวังตัว คลี่ออกดู มีธนบัตรใบละ 5 แสน 4 ใบ รวมเป็นเงิน 2 ล้านดอง ( 3 พันกว่าบาท) ในขณะที่คุณสามีของฉันยังเอ๋อ ๆ งง ๆ อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นฮะ 


ทีนี้ พอถึงช่องเก็บเงินเราเลยยื่นเงินจ่ายเอง พอรับตั๋วกับเงินทอนมา ปรากฎว่าค่าผ่านทางจริง ๆ มันแค่พันเดียวนะฮาฟ


หลังจากนั้น ก็เกิดอาการเครียดนะสิฮะ ใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ เขาจะพาเราไปไหนหว่า ? ลงก็ไม่ได้ นั่งลุ้นอยู่ 40 นาที คุณโชเฟอร์ก็พาเรามาส่งที่สถานีรถโดยสารโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ค่ามิเตอร์สิ ปาเข้าไป 7 แสน (ถามคนเวียดนามทีหลัง เขาว่าน่าจะแค่ 2 แสนเท่านั้นแหละ)


จากนั้นก็ไปซื้อตั๋วรถทัวร์ (เหมือนรถ บ.ข.ส. แดงหวานเย็นบ้านเรา) อันนี้ไม่มีปัญหา มีป้ายบอกราคาหน้าเคาน์เตอร์ ถึงจะเป็นภาษาเวียดนามแต่ก็พอเดาได้


สถานีรถโดยสาร

เรื่องต่อมา มันอยู่ที่ตอนลงรถ หลังจากนั่งรถมาประมาณ 1 ชม. ครึ่ง ก็ถึงจุดหมายที่เมือง My Pho พอลงรถปุ๊บก็มีเหล่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างกรูกันเข้ามาหา แต่คนที่มีชัยคือคนที่พูดภาษาอังกฤษพอได้ เพราะอย่างน้อยก็พอเข้าใจว่าเราจะไปไหน เราจะไปท่าเรือกัน ตกลงราคาเรียบร้อยไม่แพงมาก เราก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์ อ่านดี ๆ นะ เรื่องจริง ๆ มันเริ่มตรงนี้ต่างหาก


คือแทนที่มอเตอร์ไซค์จะไปส่งเราที่ท่าเรือ เขากลับพาเราไปส่งที่ท่าน้ำโรงแรม (ใกล้ ๆ ท่าเรือ) เหมือนกับมีแผนส่งเหยื่ออยู่แล้ว ที่ตรงนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่พร้อมแผนที่เที่ยวเกาะ เข้ามาพูดจาดี เป็นมิตรมาก แต่แทนที่จะพูดเรื่องเที่ยวเกาะ กลับถามจ๊อกแจ๊กว่า เราจะพักที่ไหนอย่างไรต่อไป เราก็ตอบตามจริงว่าเราไม่ได้พักจุดนี้ เราจองที่พักที่อื่นไว้แล้ว (ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 60 กิโลเมตร) จากนั้นผู้ชายคนนั้นก็เริ่มเสนอแพกเก็จทัวร์ ลงเรือเที่ยว 5 เกาะ + ทริปทัวร์ดูคันทรีไซด์โดยรถมอเตอร์ไซค์จากท่าเรือไปถึงบ้านพักที่เราจองไว้ ฉันบอกปฏิเสธ ไม่อยากนั่งมอเตอร์ไซค์นานขนาดนั้น ขอแค่ลงเรือเที่ยวเกาะอย่างเดียว ชายคนนั้นก็อธิบายแผนเที่ยวเกาะว่ามีอะไรบ้าง มีอะไรให้ดู มีผลไม้ให้กินฟรีตลอดทาง ก็ฟังดูดี พอถามราคา ชายคนนั้นก็บอกราคารวมทริปมอเตอร์ไซค์อีก เราก็บอกไม่เอา อยากรู้แค่ราคาเรือ 


ยังไม่ละความพยายาม ชายคนนั้นก็มีไอเดียใหม่มาเสนอ เป็นทริปเรือ + รถตู้รับส่งถึงที่พัก ตอนนี้แหละที่เราเริ่มสนใจ อืมม์...ก็ดีนะ จะได้ไม่เหนื่อยมาก ก็คิดว่าจ่ายแพงขึ้น ซื้อความสบายให้ลูก ก็เลยตกลงซื้อทริปเที่ยวเกาะ + รถตู้ส่งถึงที่พัก ในราคาค่อนข้างสูงทีเดียว แล้วความซวยจะมาเยือนหรืออย่างไร ลูกอยากจะเข้าห้องน้ำ ฉันเลยขอตัวพาลูกไปเข้าห้องน้ำแป็บนึง พอกลับออกมา ปรากฏว่า คุณสามีฮะ จัดการจ่ายเงิน 2 ล้านดองให้ชายคนนั้นเรียบร้อย เราก็กรี๊ดเบาๆว่า ทำไมรีบจ่าย คุณสามียักไหล่ บอกว่า เรื่องปกตินี่ ตกลงแล้วก็ต้องจ่ายเงิน เธอจะกรี๊ดทำไมเนี่ย !!??!!


จากนั้น ชายคนนั้นก็พาเราไปที่ท่าเรือ แล้วชายคนนั้นก็ส่งเราต่อให้กับคุณลุงที่เป็นไกด์พาเที่ยวเกาะ คุณลุงก็พาลงเรือ พาไปที่เกาะแรก ไปถึงก็มีเด็กสาวทำหน้าตาเหมือนอยากจะลาโลก ยืนถือรังผึ้งโชว์ แล้วก็ให้เรานั่ง ชิมชาน้ำผึ้ง ชิมกล้วยตาก ชิมขิงแช่อิ่ม เพื่อจะขายของ !!! แต่ฉันไม่ซื้อ


จุดต่อไป เดินไปอีกนิดเดียว คราวนี้ให้นั่งชิมลำไยเน่า ๆ เงาะเหี่ยว ๆ และสัปปะรดจิ้มผงชูรส แล้วก็มีคนมาเล่นดนตรี ร้องเพลง ร้องเหมือนถ้าไม่ร้องจะอดข้าว แล้วก็ขอทิป และคนใจดีอย่างสามีดิชั้นก็ให้ค่ะ


จากนั้นก็พาไปนั่งเรือพายในคลองเล็ก ๆ พายจากคลองไปออกตรงแม่น้ำ พอขึ้นเรือ ป้าคนพายก็ทำท่าขอทิป แต่พูดภาษาอังกฤษไม่เป็น ทำท่าทำทางว่าเมื่อยแขนมาก ตอนนั้นฉันเริ่มเซ็งมากแล้ว เลยไม่มีอารมณ์จะทิป


เรือพายทัวร์คลอง

จากนั้นก็ลงเรือไปอีก 2 เกาะ ซึ่งไม่มีอะไร มีบ้านทำลูกอมมะพร้าว แล้วก็บังคับให้ซื้อ อีกแล้ว !!


จบทัวร์เรือด้วยอาการเซ็ง ๆ พอกลับมาถึงฝั่ง เราถามว่ารถตู้อยู่ไหน แล้วชายคนแรกอยู่ไหน คุณลุงไกด์บอก ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวพาไปขึ้นรถตู้เอง เราก็บอกว่า รถต้องมารับตรงนี้ไม่ใช่เหรอ คุณลุงบอก ไม่ ๆ ต้องไปตรงไฮเวย์ แค่ 3 กม. ไม่ไกล เดี๋ยวไปส่ง เราก็...เอิ่ม..ก็ได้


นั่งมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง ไม่ใช่ 3 กม. อย่างลุงว่า ไกลมาก มาถึงริมทางหลวง ลุงบอกนัดรถไว้ 6 โมงเย็น ยืนคอยตรงนี้นะ แล้วคุณลุงก็ขอทิปจากการพาทัวร์เกาะ เราก็เอ่อ ลุงทำอะไรเนี่ย พาไปนั่งชิมนั่นนิดนี่หน่อย แล้วก็ไล่ให้เดินเที่ยวเอง ยังจะขอทิปอีก เราก็เลยบอกว่า ขึ้นรถก่อนแล้วถึงจะให้ สักพัก มีรถตู้ (โดยสารประจำทาง) วิ่งมา ลุงก็โบก เราก็งง เริ่มโวยวาย อะไรวะ ฉันจ่ายราคาลีมูซีนไปนะ ทำไมมาโบกรถประจำทางให้ ระหว่างกำลังโวยวายอยู่ คนขับรถยื่นหน้าถามประมาณว่า จะไปหรือไม่ไป ถ้าไม่ไปฉันไปนะ แล้วรถคันนั้นก็แล่นออกไปเลย


จากนั้นลุงก็โบกอีกคัน คราวนี้เป็นรถเก๋งธรรมดา ส่งภาษาโฉงเฉงกันแป๊บนึงก็เรียกเราขึ้นรถ บอกว่าคนนี้จะไปส่งแทน (บรรยากาศตอนนั้นเริ่มมืดและฝนกำลังจะตก) ก็เลยไปก็ได้วะ ไปกับคันนี้ก็ได้ นั่งไปสักพัก เริ่มกังวล เลยโทรหาบ้านที่เราจะไปพัก ให้เขาช่วยคุยกับคนขับรถว่าเขารู้แน่ ๆ ว่าเราจะไปไหน และจะไปส่งเราแน่ ๆ (คนขับพูดอังกฤษไม่ได้เลย) หลังจากคุยกัน คนที่บ้านพักบอกว่า เขาส่งไม่ถึงที่นะ ตกลงกันกับคนจ้างไว้แค่นั้น คุณต้องลงต่อรถเมล์อีกสัก 10 นาที เราก็เวง ๆ ๆ ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เอาวะ..แค่ 10 นาที


นั่งไปสักพัก คนขับส่งภาษาให้เราโทรศัพท์ พอเดาได้ว่าจะคุยกับคนที่บ้านพัก เราก็ส่งโทรศัพท์ให้ คุยกันอยู่นาน ไม่รู้เรื่องอะไร แล้วอยู่ดี ๆ ก็จอดรถ เปิดท้ายเอากระเป๋าเราลง เราก็เหวอเลยทีนี้ โทรหาคนที่บ้านพัก ให้เขาคุย คุยกันนานมาก ท่าทางโมโห สักพัก คืนโทรศัพท์ ควักเงินให้ผู้ชายคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น (เป็นเหมือนจุดจอดรถ บ.ข.ส.) ผู้ชายคนนั้นรับเงินแล้วก็ทะเลาะ ๆ กัน เสียงดังมาก สุดท้ายคนขับบอกให้เราลงจากรถ แล้วขับออกไปเลย


เราก็มึน ๆ โทรหาคนที่บ้านพักอีก ได้ความว่า คนขับต้องการเงินเพิ่ม แต่คนที่บ้านพักบอกว่าไม่ได้ อยากได้เพิ่มก็ต้องไปเอากับคนจ้าง ไม่ใช่มาเก็บเอากับลูกค้า และเขาไม่รู้ว่า นั่นทำให้เราถูกถีบลงจากรถไปเลย


จากนั้น คนที่บ้านพักบอกให้เราส่งโทรศัพท์ให้เขาคุยกับคนที่อยู่ตรงนั้น ตอนแรกไม่มีใครยอมคุย สุดท้ายเราบอกชายคนที่รับเงินจากคนขับรถว่าต้องคุย สรุปว่า เราจะได้ขึ้นรถบัสประจำทางต่อไป


พอได้ขึ้นรถประจำทาง ก็รู้สึกดีขึ้น ว่าน่าจะปลอดภัยกว่า แต่ก่อนออกรถคนขับก็มองเราแบบแปลก ๆ (อีกแล้ว) นั่งตัวเกร็งอีกแล้วสิ และแถมบนรถยังสูบบุหรี่กันแบบโรงงานรมควัน นั่งรถต่อมาได้สักครึ่ง ชม. เด็กรถก็บอกให้เราลงรถ (อีกแล้ว) พอรถจอด ก้มหน้าก้มตาลง ไม่มีปากเสียง นึกซะว่าดีกว่าโดนพาไปฆ่า 


พอลงรถ โทรหาคนที่บ้านพัก บอกจุดที่อยู่ คนที่บ้านพักบอกให้ยืนคอยอยู่ตรงนั้น จะส่งแท็กซี่ไปรับ แล้วแท็กซี่มารับและพาเราส่งถึงที่จุดที่บ้านพักนัดไว้ พอรถจอด มีชายหน้าตาคล้ายลุงไกด์ขับเรือมายืนยิ้มแฉ่งรอรับ แต่ใจฉันกลับตกไปที่ตาตุ่ม โอ้ย !!! จะเจออะไรอีกมั้ยเนี่ย


แต่ในเสี้ยวนาทีนั้นเอง มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ วิ่งมาเกาะขาชายคนนั้น เรียกพ่อ ๆ ๆ เฮ่อ !!! ความรู้สึกเหมือนได้กลับขึ้นสวรรค์ เขาคือคนจากบ้านพักที่จองไว้นั่นเอง จ่ายค่าแท็กซี่ไป 8 หมื่น 5 แล้วหิ้วกระเป๋าตามชายคนนั้น และลูก และเมียเขา เข้าบ้านพัก


ที่บ้านพักซึ่งเป็นแบบโฮมสเตย์ พี่สาวของชายเจ้าของบ้าน จัดอาหารค่ำชุดใหญ่ไว้คอยต้อนรับ หรือเรียกอีกอย่างว่าอาหารปลอบใจ หรือจะเรียกว่าอาหารเรียกขวัญก็ได้ และบ่น ๆ ๆ ๆ ว่าพวกเราหายไปไหนกันมา เป็นห่วงจะแย่ ฉันก็บอก...เรื่องมันยาวค่ะ ขอกินกับนอนก่อนก็แล้วกัน พรุ่งนี้จะเล่าให้ฟัง


อาหารจัดเต็มจากโฮมสเตย์

คืนนั้น หลังจากปิดประตูห้อง ปิดไฟ เราหลับเป็นตาย เพราะเหนื่อยกับวิกฤติแอดเวนเจอร์มาทั้งวัน เฮ่อออออ !!!!


ถามว่าเข็ดไหม ฉันตอบเลยว่าไม่..... แต่เหตุการณ์ในวันนั้นก็ทำให้ฉันรู้จักที่จะระมัดระวังในการเดินทางมากขึ้น เท่านั้นเอง


ภาพประกอบเป็นผลงานของผู้เขียน


~ จุดหมายอาจไม่ใช่ที่สุดของการเดินทาง ~


Writer


เรียนและรักษ์ภาษาไทย ชอบออกไปดู ไปดม ไปชมโลกด้วยความหลงใหลแล้วนำกลับมาเล่า


เจ้าของผลงาน E-Book 


เที่ยวเมลเบิร์นด้วยตัวเองไปกับรถรางสาย 35

  

ติดตามผลงานอื่น ๆ ได้ที่  

          

             

ความคิดเห็น

  1. ที่ไทยว่าน่ากลัวแล้วเวียดนามน่ากลัวกว่า

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ที่เจอก็แค่โฮจิมินท์ค่ะ เมืองอื่นดีมาก ๆ

      ลบ
  2. ทุกที่มีอันตรายจริงๆเลยค่ะ แต่สนุกไปกันพร้อมหน้าพร้อมตา

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. แล้วแต่จังหวะเลย สนุกมากกว่าซวยค่ะ

      ลบ

แสดงความคิดเห็น